2005/May/02

เคยอ่านหนังสือเล่มนี้กันไหม เนื้อหาน่าสนใจ...หาให้มาลองอ่าน
พอวา ชีวิตเธอเป็นบทกวีนิรันดร์:รับหนัง(สือ)ดราม่าอุ่นๆ เหงาๆ งามๆ ซักเรื่องมั้ยคะ?

โดย จันทร์เพ็ญ จันทนา -

เมื่อหลายปีก่อน สุวรรณี สุคนธา เขียนถึงลูกชายที่ชื่อ "น้ำพุ" เพื่อเป็นหนังสือแจกงานศพของเขา ลึกซึ้งด้วยความรู้สึกของแม่ และเป็นอุทาหรณ์ที่ดีของสังคม ต่อมาน้ำพุ ก็กลายเป็นหนังสือนอกเวลา เป็นหนังสร้างชื่อ และเป็นละครโทรทัศน์ที่หลายๆ คนยังประทับใจ

วันนี้ ฉันมีหนังสือในมือเล่มหนึ่ง เป็นงานกวีนิพนธ์ ความยาวร้อยกว่าหน้า "พอวา ชีวิตเธอเป็นบทกวีนิรันดร์" คือชื่อหนังสือ งานเขียนของ "คำ พอวา" เขาอาจจะเป็นนักเขียนที่ไม่ได้โด่งดังนัก แต่งานชิ้นนี้ ละเอียด ละเมียด มีชีวิต และ ความรู้สึกเต็มเปี่ยม ฉันเชื่อว่า คำ พอวา ไม่ได้เรียงร้อยเรื่องราวทั้งหมดในเล่มมาจากความเป็นกวี แต่น้ำหนักอยู่ที่ความเป็นพ่อ ที่สูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับต่างหาก

จริงอยู่ เรื่องราวเล็กๆ ของเด็กผู้หญิงวัยหกขวบ อาจไม่ถูกถ่ายทอดสู่สื่อหลายสื่อ สู่คนหลายคนอย่างเรื่องราวของน้ำพุ แต่ความลึกซึ้งดื่มด่ำ ที่แม่เขียนถึงลูกชายในน้ำพุ และ พ่อเขียนถึงลูกสาวในพอวา หนังสือสองเล่มนี้ ทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกันที่สุด

อ่านหนังสือเล่มนี้จบ เชื่อได้ว่า เราจะรู้จักเด็กหญิงผู้มีชื่อที่แปลว่า "ดอกไม้สีขาวบนภูเขา" เป็นอย่างดี และบางที อาจจะไม่ใช่แค่รู้จัก แต่อาจพ่วงความรู้สึก รัก เสียดาย อาลัย เข้ามาด้วย ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนางงาม หรือ รักเด็กหรือไม่ก็ตาม เพราะชีวิตดอกไม้ขาวเล็กๆ ของเธอ คือภาพผสมของความบริสุทธิ์ อ่อนโยน สดใส มีชีวิตชีวา เป็นความรัก เป็นของขวัญที่มีความหมายของหลายๆ คนในแบบที่เราสัมผัสได้

กวีนิพนธ์เล่มนี้ เหมือนเป็นสายใยเชื่อมภาพของครอบครัวที่อบอุ่นและคนเคยคุ้นในวงการน้ำหมึกเป็นอย่างดี คำ พอวา ผู้เป็นพ่อเขียนเรื่องราวแห่งความรักอาลัย, เด็กหญิงพอวา เป็นเจ้าของภาพประกอบทั้งหมดในเล่ม,'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนคำนำ และ ตบท้ายด้วย บทกวีร้อยตามดวงดอกไม้ ของนักเขียนอีกหลายต่อหลายคน อย่างเทพศิริ สุขโสภา, กานติ ณ ศรัทธา, พจนาถ พจนาพิทักษ์, ศักดิ์สิริ มีสมสืบ, ประกาย ปรัชญา และ ไม้หนึ่ง ก. กุนที เป็นต้น

เขียนจากใจ ไม่ใช่เขียนจากสมอง เขียนจากความรู้สึก ไม่ใช่เขียนจากเหตุผล น่าจะเป็นคำอธิบายส่วนหนึ่งของงานกวีนิพนธ์ชุดนี้ได้ ข้อเขียนของสุรสม กฤษณะจูฑะ ในช่วงหนึ่งของตอนต้นหนังสือ กระทบใจฉันจังเบ้อเร่อ "การรับรู้ชะตากรรมของชีวิตเล็กๆ มีส่วนสำคัญไม่น้อยกว่าการหยัดยืนเพื่อต่อสู้ชะตากรรมของโลก" สังคมกว้างใหญ่ คือแผ่นน้ำผืนกว้างที่เกิดจากการรวมตัวของธารชีวิตเล็กๆ และหลายๆ ครั้ง การเข้าใจปรัชญาคุณค่าของชีวิตอย่างลึกซึ้ง ก็มีรากฐานมาจากการความรู้สึกร่วมพื้นๆ ของคนธรรมดาๆ นี่เอง

"พ่อนั่งเขียนบทกวีด้วยความรู้สึกใหม่ทุกวัน
โอสถชั้นเยี่ยมละลายความโศกเศร้า
แต่อีกกี่ชิ้นถั่งโถมออกมาเล่า จึงจะพอเพียง
เยียวยาเนื้อเยื่อภายในที่แตกสลาย และหายใจได้ไม่ลำบาก"

เพลงปลอบ: คำ พอวา
"ถ้าเธอรู้ล่วงหน้า โลกปิดฉากลงง่าย ๆ
เธอคงไม่ตั้งความหวังไว้กับรอยเท้าวันพรุ่ง
ละวางก้าวย่างที่ผ่านเลยลงเสียบ้าง
แล้วเพ่งมองความจริงจากลมหายใจ
เธอจะได้มีชีวิตอยู่ เพียงวันนี้จริงจริง"

แดดยามบ่าย (2): คำ พอวา
หนังสือเล่มนี้ เหมือนหนังดราม่า ที่ผูกเรื่อง
สร้างตัวละครเอกไว้มีเสน่ห์เหลือเกิน
ภาษาละเมียดเรียบสะอาดอย่างกวีนิพนธ์
แต่เรื่องราวลึกซึ้งสะท้านใจอย่างนิยายชีวิต
ที่สำคัญ การมองและรู้สึกจากคนเขียนคำหลายๆ คน
ทำให้เราได้ถอยห่างและมองภาพรวมจากจุดเล็กๆ
ที่ต่าง ภายใต้ภาพใหญ่ภาพเดียวกัน

"เจ้าหญิงองค์น้อย ไปร้อยเรียวเดือน
มาเย้ามาเยือน เหมือนยังมีอยู่
เป็นลมเริงริน ยินดีเอ็นดู
ห้อมพรม หอมพรู ผู้คนหายใจ"

ประกาย ปรัชญา:
"พอแล้ว พอวา พอเถิด
พราวพรู ประตูเปิด บรรเจิดจ้า
เกิดดับ เกิดดับ ธรรมดา
พอเถิด พอวา พอแล้ว

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
พอเถิด พอวาพอแล้ว"
- ศักดิ์สิริ มีสมสืบ-

โดยธรรมดาแล้ว ความสูญเสีย ความปวดร้าว และความเหงา น่าจะนำไปสู่ความเหน็บหนาวในหัวใจ แต่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ ในรอบแรก และรอบซ้ำๆ กลับนำมาซึ่งความรู้สึกอบอุ่น เพราะแท้จริงแล้ว ความรักเป็นนามธรรมที่จะยังอยู่เสมอ แม้ในวันที่ความรักรูปธรรมได้จบลง บริสุทธิ์ งดงาม อ่อนโยน และแว้บนึงของความรู้สึก "ฉันคิดถึงพ่อ"


ป.ล. เผยแพร่ครั้งแรก: นิตยสาร a day



edit @ 2005/05/02 10:13:29

2005/Apr/22

ความยิ่งใหญ่ของคำว่ารัก

**ขอเก็บความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ไว้ในบ้านนี้**

ฉันตระหนักดีว่า การเป็นคนทำงาน..แล้วต้องรับผิดชอบอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต และ ครอบครัว ชีวิตส่วนตัว คงห่างหายไปบ้างในบางครั้ง บางโอกาส เนื่องจากว่าบางทีเราทำงานจนลืมเวลา ลืมว่าต้องดูแลใจใครบ้าง ลืมคิดถึงว่าเขาจะเหงาไหม ลืมคิดถึงว่า เขาต้องการอยู่ใกล้ ได้เห็นหน้าเราแค่ไหน ..

เมื่อคืนนี้คุณแม่โทรมาหา แล้วท่านก็บอกว่า แม่รอโทรศัพท์หนูอยู่.. ฉันตกใจ ..นี่ฉันนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ นั่งทำงาน นั่งคุยกับเพื่อน จนลืมเวลาที่จะโทรหาคุณแม่เลยหรือ... เป็นไปได้ถึงเพียงนี้ ..ฉันกับแม่ อยู่ไกลกัน แต่ฉันก็ไม่เคยลืมที่จะโทรไปหาท่าน บางวันคุยกันเป็นหลายชั่วโมง จนคุณแม่บอกว่า วางสายได้แล้วลูก แม่ขี้เกียจคุยละ ทั้งๆ ที่ฉันยังคงคิดถึงแม่ค้างอยู่ ทุกทีเลย ฉันบ่นกับแม่เบาๆ แม่ได้แต่หัวเราะ แล้วก็บอกว่า นอนได้แล้วคนดี..พรุ่งนี้จะได้สวยๆ

แม่ของฉันไม่ค่อยสบาย ท่านเป็นโรคหัวใจตีบ ก็ต้องรักษาหาหมอกันอยู่เป็นประจำ แล้วก็เมื่อปลายเดือนเมษา ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ฉันไปหาท่าน แล้วกลับมาได้แค่ไม่ถึงสองอาทิตย์ แม่ฉันก็ป่วยกะทันหัน ต้องเข้าโรงพยาบาลด่วน คุณพ่อโทรมาบอกฉัน ด้วยคำพูดที่ตะหนกตกใจ แต่ท่านพยายามปกปิดเสียงอันสั่นเทานั้น พ่อบอกกับฉันว่าใจดีไว้ก่อนนะไม่มีอะไรมาก แม่ป่วยเข้าโรงพยาบาล รีบมาด่วน.. คุณเอ๋ย ใจฉันตกไปอยู่ตาตุ่ม ..แม่..ฉันอุทานกรอกเสียงไปในโทรศัพท์ ฉันไม่ได้ถามอะไรพ่อมาก รีบดิ่งไปทั้งๆ ที่สมองยังตื้อ...ฉันรีบจองตั๋วเครื่องบิน เพื่อไปหาแม่ แต่..โชคร้ายเหลือเกินรอบที่ฉันจอง เต็มทุกที่นั่ง.. ฉันวิ่งหาสายการบินอื่น ก็ยังดีที่ยังมีที่ว่างเหลืออยู่..เครื่องบิน เป็นยานพาหนะ ที่ไวที่สุดแล้ว แต่ใจของฉันมันไวกว่า ใจสั่นไม่เป็นจังหวะ นั่งกุมมือกับน้องสาว ..เราเงียบกันทั้งคู่ ไม่มีคำพูดใดๆ ได้แต่มองหน้ากัน ฉันเดินทางมาถึง รีบไปดูแม่.. แม่ฉันนอนอยู่บนเตียง ..ภาพแรกที่เห็น ฉันไม่อาจกลั้นน้ำตาตัวเองไว้ได้ ความเข้มแข็งของลูกสาวคนโต ละลาย มันอ่อนแอ เกินจะห้ามใจ ทั้งๆ ที่ฉันสัญญากับตัวเองไว้ว่า ฉันจะไม่ร้องให้ ให้แม่เห็นน้ำตาฉัน เดี๋ยวแม่จะหมดกำลังใจ..

ฉันหันหลังแอบเช็ดน้ำตา แล้สูดลมหายใจลึกๆ แล้วค่อยหันหน้าเดินไปหาแม่ที่เตียง.. แม่ดีใจฉันมาก ที่ลูกสาวทั้งสองคนของท่าน มาหา แม่ยิ้มทั้งน้ำตา ...ในรอยยิ้มนั้น ทำให้ฉันร้องให้อีกครั้ง ..สภาพแม่ที่ฉันเห็นในตอนนี้ไม่ได้เหมือนแม่ฉันในคราวก่อนๆ แม่ทรุดโทรม ในช่วงเวลาอันสั้น..ฉันกอดแม่ แล้วบอกท่านว่า ..หายเร็วๆ นะแม่ หนูรักแม่นะค่ะ ..บรรยากาศในห้องวันนั้น..หลายคน ทั้งหมอและพยาบาลน้ำตาคลอ หมอเรียกฉันไปคุ หมอบอกว่าหากมาช้ากว่านี้ ฉันคงเสียแม่ไปแล้ว..แม่ฉัน เป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ..แม่ไม่มีอาการ แต่ตอนกำลังจะนอนหลับ แม่เกิดขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ แม่บอกแม่ได้พยายามมาก แต่ทำไม่ได้ โชคดีที่เท้าข้างขวาของแม่ พอมีแรงเลยไปโดนพ่อเข้า พ่อ รีบดูแม่ แล้วเห็นแม่เกร็งไปทั้งตัว พ่อรีบอุ้มแม่มาที่รถ เพื่อไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แล้วที่โรงพยาบาล ก็รักษาเบื้องต้น แล้วส่งแม่ขึ้นรถด่วนของโรงพยาบาลมายังโรงพยาบาลใหญ่อีกครั้ง ..

ฉันลางานยาว เพื่ออยู่ดูแม่ฉัน.. แต่ถึงฉันจะทำได้ดีที่สุดดูแลแม่ได้ดีที่สุด..แต่ฉันเพิ่งรู้ตอนที่เห็นพ่อปฏิบัติต่อแม่..จากคุยกับหมอ เคลียร์เอกสารต่างๆ เสร็จฉันเข้ามาในห้อง เปิดประตู ฉันเจอภาพหนึ่งซึ่งต้องทำให้ฉันต้องนิ่ง ฉันมองภาพนั้น มองความที่พ่อห่วงใยแม่มากมาย ซึ่งฉันไม่เคยเห็นภาพนี้มาก่อนเลยในชีวิต พ่อดูแลแม่ทุกอย่าง แม่ฉันช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย พ่อไม่ห่างกายแม่แม้แต่น้อย.. สายตาที่พ่อมองแม่ เป็นสายตาที่ห่วงใยเอื้ออาทรกันที่สุด พ่อนั่งกุมมือแม่ไว้ ฉันนิ่งมองเก็บภาพความทรงจำนั้นไว้ในหัวใจ..ขอบคุณเหลือเกินที่ฟ้ากำหนดให้ฉันได้เป็นลูกท่าน ..ฉันเคยเกลียดพ่อ ที่ท่านทิ้งเรา ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ในทุกวันนี้ ฉันเข้าใจแล้ว พ่อคือพ่อที่ดีที่สุดของฉัน ความรักที่พ่อมีให้ฉันให้น้องให้แม่ ไม่เคยเปลี่ยน ท่านเสียสละ ไปทำงานไกลๆ ปีหนึ่งได้มาเยี่ยมบ้านแค่หนเดียว ท่านไม่ได้ใช้เงินอย่างที่ฉันใช้ แต่ท่านก็อดทนเพื่อให้ครอบครัวสบายให้ฉันและน้องได้เรียนหนังสือ..ทุกวันนี้ฉันกับน้องก็ทำสำเร็จสมความตั้งใจของท่านแล้ว พ่อบอกว่า เมื่อเห็นลูกสบาย ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เดือดร้อน อยู่อย่างมีความสุข แค่นี้ พ่อก็ดีใจมากแล้ว...พ่อกับแม่ ท่านไม่ค่อยบอกว่าท่านเหนื่อยเพียงไร คิดถึงและห่วงใยเราเพียงใด ท่านกลัวลูกๆ จะห่วงท่าน กลัวเราไม่มีความสุข ..ฉันบอกกับพ่อกับแม่ว่า แม่กับพ่อห่วงหนูแค่ไหน หนูห่วงพ่อกับแม่เท่ากัน เพราะหนูรู้ว่าความรักและห่วงใยของพ่อกับแม่ไม่มีขอบเขตไม่มีสิ้นสุด ไม่มีความรักใดยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้ว ไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบได้แล้ว หนูขอ..เป็นอะไรให้บอก เหนื่อยก็ให้หยุด ขอให้หนูได้สุขใจกับช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ถ้าหนูมารู้ทีหลัง ว่าพ่อกับแม่ปกปิดหนู สิ่งนั้นแหละค่ะ คือสิ่งที่ทำให้หนูเสียใจที่สุดในชีวิต

ทุกวันนี้ ฉันทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว ฉันเป็นพี่คนโตของบ้าน ฉันรับภาระทุกอย่างในครอบครัว แม้ว่าพ่อกับแม่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองนัก แต่หน้าที่ของฉันฉันก็ต้องทำให้สมบูรณ์ พ่อของฉัน ออกจากงานประจำที่เคยทำแล้ว ฉันดีใจที่พ่อได้มาอยู่บ้าน บ้านในต่างจังหวัดของเรา ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน อยู่กันด้วยความอบอุ่นพอมีพอกิน ไม่เดือดร้อนใคร พ่อไม่ชอบอยู่นิ่ง ท่านก็ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ไปเรื่อยเพื่อจะได้ออกกำลังกายบ้าง.. ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ปลูกต้นไม้ ดูแลซุ้มกล้วยไม้ และดูแลแม่....หนักเหมือนกันนะ แต่พ่อ ก็มีความสุขที่จะได้ทำแบบนั้น

แม่ฉันเริ่มอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินได้แล้ว พูด(บ่น) ได้แล้ว เหลือแต่มือข้างซ้ายที่ยังไม่สามารถ กำอะไรแน่นๆ ได้ พ่อทำกายภาพบำบัดให้แม่ทุกวัน .. พี่หมอซึ่งเป็นญาติของฉัน แวะเวียนมาดูแม่เป็นระยะ ..น้าพุกน้องสาวของแม่ คอยแวะมาดูว่าขาดอะไรบ้างบ่อยๆ หลานสาวตัวเล็กๆ ลูกของลูกบุญธรรมแม่ มาเจื้อยแจ้ว ให้พ่อกับแม่ไม่เหงา ...แม่เปรยกับฉันบ่อยๆ ว่า เลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิตได้แล้ว ชีวิตเราต้องมีคนที่จะดูแลซึ่งกันและกัน พ่อกับแม่ ไม่รู้จะอยู่ได้แค่ไหน ไม่สามารถดูแลลูกได้ตลอดหรอก ..ฉันก็ได้แต่ยิ้มๆ แต่ก็รับปากแม่ว่า ..คะมี ไว้ถึงเวลา ฉันจะบอกแม่นะ ..ฉันกับน้อง พลัดเวียนกันไปหาท่านเดือนละครั้ง แต่เราก็โทรไปเกือบทุกวัน แม่ฉันกำลังใจดีมาก นี่ละหนอ เขาถึงว่า ยาไหนๆ ไม่ดีเท่า ยาใจ..

พฤติกรรมคนในบ้านเปลี่ยน การดูแลสุขภาพทำกันมากขึ้น จะทานอะไร ก็เลือกมากขึ้น ..กันไว้ดีกว่าแก้ ฉันไล่บอกกับคนที่ฉันรู้จัก ..บอกให้เขาดูแลสุขภาพ เพราะฉันเห็นมากับตาแล้ว ว่าหากปล่อยให้ชีวิตเป็นไปโดยไม่ได้สนใจอะไรเลย ผลที่เกิดจะเป็นเช่นไร ฉันเกือบเสียคนที่ฉันรักที่สุดไปแล้ว

ทุกวันนี้ฉันยังทำงานเยอะ หลายคนบอกว่าฉันทำงานหนัก.. ด้วยเพราะหน้าที่ และความรับผิดชอบ แต่มันเป็นงานที่ฉันชอบ แม้จะหนัก จะฉันก็สนุกกับสิ่งที่ได้ทำ ..จนลืมนึกถึงใจคนอีกหลายคน ที่ห่วงฉัน ..วันนี้ได้มีโอกาสนั่งคิด ชีวิตฉันควรเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ให้รู้จักปลง..กับงาน อย่าเอาชีวิตทั้งชีวิตไปแขวนไว้ตรงนั้น ความรับผิดชอบย่อมมีขอบเขต..ทำงานให้สมบูรณ์ แต่อย่าให้งานมาก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว..ฉันควรแบ่งเวลา และ แยกแยะ เรื่องระหว่างงานกับครอบครัว เพื่อน ...

บางทีการทำงานหนัก เพราะเราคิดว่า เราต้องการทำให้มั่นคง และทำให้คนรอบข้างมีความสุขกับสิ่งที่ฉันให้ ..มันอาจไม่ใช่เสมอไป เขาไม่ได้ต้องการให้ฉันทำงานหนักจนลืมรักษาสุขภาพ เขาไม่ได้ต้องการเงินทองสิ่งของที่ฉันหาให้ แต่เขาต้องการ ให้ฉันมีความสุขในชีวิต เหมือนคนอื่นๆ บ้าง เขาต้องการให้ฉันสดใส เหมือนชีวิตคนในวัยเดียวกัน ..แล้วที่สำคัญที่สุดคือ เขาต้องการให้ฉันมีชีวิตอยู่กับเขานานๆ ..การดำเนินชีวิตอย่างพอดี มีความสุขตามสมควร น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับชีวิตในโลกใบนี้..


ขอบคุณทุกคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิต ขอบคุณคุณแม่คุณพ่อ ที่ทำให้ฉันมีวันนี้ ขอบคุณคุณหมอและพยาบาล ที่ได้ทำหน้าที่รักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัย ขอบคุณน้ำใจงามๆ ทุกดวงที่มอบความจริงใจให้แก่กัน...และอย่าลืมขอบคุณตัวเราเอง ที่ได้ทำตัวให้เป็นคนดี และเป็นประโยชน์แก่สังคมและเพื่อนมนุษย์...
ชีวิตคนเราสั้นนัก..ไม่รู้ว่าวันใดจะเกิดอะไรขึ้น แต่ ณ วันนี้ วันเวลาที่เหลืออยู่ จงทำชีวิตนั้นให้มีคุณค่าที่สุด อย่าผัดวันประกันพรุ่ง..คิดแล้วจงลงมือทำ..อย่ารอโอกาส จงคว้าโอกาส..ก่อนที่จะหลุดลอยไป จงบอกรักกับคนที่เรารัก จงดูแลและใส่ใจคนที่เรารัก..บอกชะตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้บอก..

วันนี้ฉันนั่งฟังเพลงนี้หลายสิบรอบ มันกินใจเหลือเกิน
ไม่ว่าเมื่อวานจะร้ายจะดี ไม่ว่าวันนี้จะสุขหรือเศร้า ไม่ว่าชีวิตจะเป็นดั่งใจหรือเปล่า แต่ว่าเราจะมีกันและกัน แม้บางครั้งเรื่องจริงจะแตกต่างจากสิ่งที่เราใฝ่ฝัน แต่ขอให้รู้ไว้แล้วกัน ว่าเธอจะมีฉันคนนี้ตลอดไป จะเหน็ดจะเหนื่อยจะแพ้กลับมา มาหาคนซับน้ำตาคนนี้ได้ไหมไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอต้องเจ็บต้องเสียใจ รู้บ้างไหมเธอไม่ได้ร้องให้คนเดียว บนทางชีวิตที่แสนวกวน ในโลกที่มันสับสนยุ่งยาก ไม่ว่าจะมีกี่หมื่นพันกี่คน ที่รู้จัก ไม่เท่า ไม่กี่คนที่เรารักและรู้ใจ....//ขอบคุณ ไท ธนาวุฒิ ที่มอบเพลงดีๆ ไว้เป็นกำลังใจ ขอถือโอกาสนี้ มอบเพลงดีๆ นี้ ให้กับคนที่ฉันรักและห่วงใย..

ฉันสัญญาว่าฉันจะดูแลตัวเอง และดูแลคนใกล้ชิด ให้ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ ขอให้ไว้ใจ..ฉันจะอยู่ด้วยตลอดไปไม่ห่างเลย

ณ ริมระเบียง ในวันเสาร์ ที่ 12 มิถุนายน 2547
ตะนอย
..



edit @ 2005/04/22 15:50:09
edit @ 2005/04/22 20:17:12

2005/Apr/21


สวัสดีค่ะ รู้จักกัน ก่อนอ่านไดอารี่นะค่ะ..

http://www.tanoydiary.blogspot.com

ตามธรรมเนียม ..คนถาม ต้องบอกชื่อ

เราชื่อ ลาล่า ~ ตะนอย. ตัวไม่น้อยนะ แต่เรียกกันสั้นๆ ว่า นอย ก็ได้ค่ะ

แล้วคุณละชื่อเสียง..เรียงนาม..อะไรกันบ้างเอ่ย?